ไทยเจน-วาย ดอทคอม

เว็บไซต์ ข่าวสารการบ้านการเมือง เรื่องราวน่าสนใจ
ติดตามอัพเดทได้ที่นี้


ข่าวเด่น

Published on April 1st, 2019 | by uadmin

เมื่ออาจารย์เศรษฐศาสตร์ ที่ใครๆก็คิดว่าแสนจะอนุรักษ์นิยม คุยกับนิสิตรัฐศาสตร์ ที่ใครๆก็บอกว่าลิเบอรัลตัวพ่อตัวแม่

เลือกตั้ง 2562: เมื่ออาจารย์เศรษฐศาสตร์ ที่ใครๆก็คิดว่าแสนจะอนุรักษ์นิยม คุยกับนิสิตรัฐศาสตร์ ที่ใครๆก็บอกว่าลิเบอรัลตัวพ่อตัวแม่
สำหรับระบบ iOS กดเข้าไปอ่านบทความได้ที่ https://m.facebook.com/photo.php?fbid=10156997271672744&id=507887743&set=a.415961357743
เรื่องที่เราคุยกัน
• ให้มิตรภาพเป็นสะพานระหว่างเรา
• จุดมุ่งหมายคืออะไร: ระบอบการปกครองที่คิดว่าใช่ หรือความกินดีอยู่ดีของประชาชน
• ประชาธิปไตยในรูปแบบไหน
• ความเหลื่อมล้ำ: แก้ปัญหาด้วยทัศนคติที่ติดลบ หรือทัศนคติที่เป็นบวก
• สว. 250 คน
• ค่าแรงขั้นต่ำ: เศรษฐศาสตร์บอกว่าแย่เสมอไปจริงหรือ
• Hyperinflation: เมืองไทยจะเป็นเวเนซูเอล่าเป็นเรื่องมโน
• แม่ค้าในห้างขายของไม่ออก ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไม่ดี
เพื่อนๆ คงได้เห็นผลโพลเรื่องนิสิตจุฬาฯ จะเลือกพรรคไหนกันมาแล้ว เราไม่แปลกใจผลโพลมากนัก แต่ถ้าถามว่าเข้าใจไหมว่าทำไมนิสิตถึงเลือกแบบนั้น เด็กๆ มีกระบวนการคิดอย่างไร ส่วนตัวยอมรับว่าไม่เข้าใจ … แต่ก็อยากที่จะเข้าใจ … และเป็นความโชคดีที่ได้มีโอกาสสอนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้นให้กับนิสิตรัฐศาสตร์ร้อยกว่าชีวิต วันอังคารที่ผ่านมาจึงตัดสินใจพูดคุยเรื่องการเมืองกับเด็กๆ โดยผ่านเนื้อหาวิชาที่สอน
ทำไมถึงตัดสินใจคุยกับเด็กๆ ทั้งๆ ที่มีคนบอกว่า “ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน อย่าได้คุยเรื่องการเมือง”?
เหตุผลคือเราเห็นนิสิตเป็นเพื่อน และเป็นเพื่อนที่น่ารัก เกินกว่าที่เราจะยอมปล่อยให้มีช่องว่างความแตกต่างระหว่างกันไว้ แล้วถมลงไปด้วย วัย อุดมคติ หรือ อคติทางการเมืองที่ต่างกัน … เราไม่เคยคิดว่าอุดมคติทางการเมืองเป็นยอดของอุดมคติ … ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ไม่มีอุดมคติใดจะสูงส่งไปกว่าความปรารถนา และการลงมือทำให้เพื่อนมนุษย์อยู่ดีกินดีและผาสุก … ในฐานะของครู เรายอมไม่ได้ที่จะให้อุดมคติและอคติทางการเมืองมาเป็นกรอบจำกัดในการใช้ความสามารถที่มีของเด็กๆ ในการใช้เหตุผล ตรรกะ และข้อมูลในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ
เมื่อเฉลยการบ้านและทำควิซประจำสัปดาห์เสร็จ จึงชวนเด็กๆ มาคุยเรื่องประเด็นทางเศรษฐกิจที่ถูกหยิบยกมาถกกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่คราวนี้ขอแถมเรื่องการเมืองเข้าไปด้วยได้หรือเปล่า ซึ่งแน่นอน เด็กๆ กระตือรืนร้นกันมากสมเป็นนิสิตรัฐศาสตร์ บ้างก็ว่าเราคุยกันเรื่องนี้ทั้งคาบเลยได้ไหม … ฮ่าๆ ช่างน่าเอ็นดู …
เมื่อถามถึงผลโพลก็ยิ่งมีเสียงฮือฮา ยิ่งบอกว่ามีผู้ใหญ่ฝากถามมาด้วย เสียงฮือฮาก็เพิ่มขึ้นอีก นิสิตคนหนึ่งที่ชอบถามและตอบคำถาม ก็ถามขึ้นมาพร้อมกับสีหน้าน้อยใจว่า “อาจารย์ไปอ่านที่เค้าว่าพวกผมมาใช่ไหมครับ” เราอดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้ พร้อมกับตอบนิสิตว่า “อาจารย์ไม่ได้อ่าน ที่อาจารย์ถามเพราะอยากที่จะเข้าใจพวกเราจริงๆ”
แต่คนเราคงจะเข้าใจกันได้ยากหากไม่เปิดใจให้แก่กัน จึงลองให้เด็กๆ ทายกลับบ้างว่าเราเลือกพรรคอะไร เด็กๆ ทายกันอย่างสนุกสนานบรรยากาศครื้นเครง แต่ที่ทายมานั้นไม่ถูกเลย จึงเฉลยว่า “พลังประชารัฐค่ะ” ปฎิกิริยาของเด็กๆ ทำให้เราอดหัวเราะออกมาไม่ได้จริงๆ เด็กๆ พิโอดพิครวญกันเสียยกใหญ่ (แบบน่ารักและใสๆ มาก) เอ็นดูในความจริงใจ เสียงเซ็งแซ่คร่ำครวญถามย้ำๆ กันว่า “ไม่จริงใช่ไหมคะอาจารย์” “อาจารย์ล้อเล่นแน่ๆ” “ไม่ๆๆ” “อาจารย์ทำอย่างนี้ได้ยังไง” และที่พีคมากก็คือ นิสิตคนหนึ่งถึงกับชี้นิ้วไปที่ประตู แล้วตะโกนซ้ำๆว่า “อาจารย์ออกจากห้องไปเลยค่ะ ออกไปเลยนะคะ” แล้วก็ทำท่าแสนงอน
ถึงแม้คำพูดเหล่านี้จะออกจากปากของเด็กๆ เด็กๆ ก็ยังคงยิ้มและหัวเราะกันกับเรา ในแววตาไม่มีความโกรธเคืองกันสักนิด บรรยากาศความเป็นมิตรและครื้นเครงยังมีอยู่เต็มเปี่ยม แม้แต่นิสิตที่ชี้นิ้วไปที่ประตู พูดไปก็ทำเหมือนจะหัวเราะก็ไม่ใช่ร้องไห้ก็ไม่เชิง ก็ยิ่งทำให้หัวเราะกันเข้าไปใหญ่
หลังจากเด็กๆ เริ่มสงบลง เราบอกเด็กๆ ว่า เป็นที่รู้กันดีว่าพูดอย่างนี้ที่คณะรัฐศาสตร์เท่ากับเอาตัวมาตายในถ้ำเสือชัดๆ แต่ทำไมเรายังทำ เพราะเราเชื่อว่าเหลือเกินว่า คนเราสามารถเห็นต่างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเป็นมิตรได้ ซึ่งเด็กๆ ก็เห็นด้วย จึงขอให้นิสิตลองบอกเหตุผลเพื่อโน้มน้าวให้เราเปลี่ยนใจไปเป็นแบบในโพลบ้าง นิสิตคนหนึ่งบอกว่า เหตุผลคือประชาธิปไตย และอีกหลายคนบอกว่า “หนู ไม่ได้อยากเปลี่ยนใจอาจารย์ แต่หนูอยากรู้ว่าทำไมอาจารย์ถึงเลือกพลังประชารัฐคะ” “ใช่ๆๆ” “ใช่ครับ” “ใช่ๆ ทำไมคะอาจารย์”
ยอมรับว่าเหตุผลที่เด็กๆ พูดมาไม่ได้ทำให้แปลกใจ แต่การที่เด็กๆ ก็อยากรู้อยากเข้าใจกระบวนการการตัดสินใจของเรา เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดหมายและเตรียมใจมาเลย แต่มันทำให้เกิดความชุ่มชื่นฉ่ำใจได้อย่างประหลาด … นี่เรากับเด็กๆมาถึงจุดนี้กันได้อย่างไรท่ามกลางการเมืองที่ร้อนระอุแบบนี้ จุดที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายฟังเรา เข้าใจอย่างเรา … แต่อยากฟังอีกฝ่าย เข้าใจอีกฝ่าย … เข้าใจว่าทำไมเราถึงต่างกัน …

ต่อไปนี้เป็นสรุปประเด็นที่เราคุยกันกับนิสิต ทั้งนี้ได้ขออนุญาตนิสิตนำเรื่องราวเหล่านี้มาแชร์ในเฟสบุคแล้ว

1. จุดมุ่งหมายคืออะไร: ระบอบการปกครองที่คิดว่าใช่ หรือความกินดีอยู่ดีของประชาชน
เหตุผลในการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ของแต่ละคนคงแตกต่างกันออกไป เช่น นิสิตบอกว่า เป็นเพราะ “ประชาธิปไตย” … ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ไม่มีเหตุผลและจุดหมายอะไรที่สำคัญไปกว่าความกินดีอยู่ดีของประชาชน รูปแบบของประชาธิปไตยไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อนำไปสู่จุดหมายนั้น ฉะนั้นในสถานการณ์ที่ต่างกัน ในบริบทแวดล้อมที่ต่างกัน จุดหมายยังคงเดิม แต่เครื่องมือสามารถปรับเปลี่ยนได้
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การพัฒนา (development economist) ที่ผ่านมารัฐบาลได้ลงมือทำนโยบายที่ดีต่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีรายได้และโอกาสน้อยอย่างจริงจัง หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เราศึกษาและทำวิจัยโดยตรง จึงทำให้ทราบว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง มีการศึกษางานวิชาการและนำมาประยุกต์และปฎิบัติจริง อย่างเช่นการขยายสิทธิชุมชนในป่า การให้เอกสารสิทธิในที่ดินทำกินเกษตรกรรมในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึง แม่แจ่มโมเดล เป็นต้น และมีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ ความสามารถเข้าไปร่วมงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นอกจากนี้พรรคที่เป็นพันธมิตรกันก็มี หม่อมเต่า อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ ที่นำแบงค์ชาติผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาได้ นอกจากนี้ ผลการวิจัยก็ไม่ได้ชี้ว่าประชาธิปไตยเป็นสาเหตุของความเจริญของประเทศทางเศรษฐกิจ เช่น ความสำเร็จของจีนและสิงค์โปร์ เป็นต้น

2. ประชาธิปไตยในรูปแบบไหน
บางพรรคการเมืองได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของประชาธิปไตย แต่เราไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนั้น เราชัดเจนมาตลอดว่าสนับสนุนประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของเหตุผล สำหรับเรา สองส่วนนี้มิได้ขัดกัน
การเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมมีต้นทุนเสมอ นอกจากคำนึงถึงต้นทุนที่เป็นตัวเงินแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ยังคำนึงถึงต้นทุนที่เราเรียกว่า “ค่าเสียโอกาส” อีกด้วย หากประโยชน์ที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไป เรียกง่ายๆ ก็คือ “ได้ไม่คุ้มเสีย” นักเศรษฐศาสตร์ถือว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้
หากจุดมุ่งหมายคือความกินดีอยู่ดีของประชาชน เมื่อไตร่ตรองตามเหตุและผล ประโยชน์และต้นทุนแล้ว เราไม่เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของประชาธิปไตยตามที่บางพรรคการเมืองเรียกร้องและนำมาเป็นประเด็นในการหาเสียง จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นแต่อย่างไร
เราถามนิสิตว่า “นิสิตคิดว่า ถ้าทำสำเร็จ จะทำให้คนที่นิสิตกำลังเรียกร้องความเท่าเทียมให้แก่เขา คนที่ยากจนกว่าเรา อยู่ดีกินดีหรือมีความสุขขึ้นหรือคะ ประเทศจะเจริญขึ้นด้วยสิ่งนั้นหรือ” เด็กๆ อึ้งไป เหมือนเป็นสิ่งที่ไม่เคยคำนึงถึงมาก่อน แต่ก็มิได้โต้แย้ง เราหวังว่าตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ที่เด็กๆ เคยเรียนมาแล้วในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค จะถูกนำมาใช้ในการไตร่ตรองและช่วยการตัดสินใจในชีวิตประจำวันต่อไป

3. ความเหลื่อมล้ำ: จะแก้ปัญหาด้วยทัศนคติที่ติดลบ หรือทัศนคติที่เป็นบวก
นอกจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เป็น ความเหลื่อมล้ำแนวดิ่ง (vertical inequality) นักเศรษฐศาสตร์ยังสนใจ ความเหลื่อมล้ำแนวราบ (horizontal inequality) อย่างเช่น ความเหลื่อมล้ำทางเพศ ศาสนา และชาติพันธุ์ อีกด้วย
เพื่อความเท่าเทียมกันทางศาสนา บางพรรคมีนโยบายที่จะไม่ให้ความสนับสนุนต่อศาสนาใดๆเลย … อันที่จริง สังคมไทยตระหนักถึงเรื่องความเท่าเทียมและเสรีภาพในการนับถือศาสนาอยู่แล้วมาช้านาน แต่ใช้วิธีแก้ปัญหาที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ เพื่อให้เท่าเทียมกัน รัฐได้ให้การสนับสนุนแก่ทุกศาสนา พระมหากษัตริย์เองก็ทรงทำให้ประชาชนเห็นเป็นตัวอย่าง โดยทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก (ซึ่งอันนี้ถูกต้องตามหลักตรรกะ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ศาสนาที่คนนับถือน้อยในประเทศก็อาจถูกเบียดเบียนจากคนส่วนใหญ่) ถึงตอนนี้ มีนิสิตบอกขึ้นมาว่า “มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เลยครับอาจารย์”
เราจึงเน้นย้ำกับนิสิตว่า “เห็นไหมว่าปัญหาอย่างเดียวกัน เจอเหมือนกัน อีกคนมองบวก ก็แก้ปัญหาอย่างบวก อีกคนมองลบ ก็แก้ปัญหาอย่างลบ จะเลือกเป็นคนแบบไหน เราสามารถเรียนรู้จากตัวอย่างนี้ได้”
เหตุผลหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์สนใจปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะในเรื่องของรายได้ เพราะความเหลื่อมล้ำมักถูกนำมาเป็นชนวนให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองและสังคม ประวัติศาสตร์จากประเทศต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากประเทศไทยเอง ได้แสดงให้เห็นถึงการนำความไม่เท่าเทียมมาเป็นข้ออ้าง ข้อยุยงให้คนแตกแยก เกลียดชังกัน ไม่ต่างอะไรกับความพยายามจากบางพรรค บางสื่อ และกลุ่มการเมืองในขณะนี้
ถ้าแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้วยทัศนคติที่ติดลบ ก็อาจนำไปสู่การเบียดเบียนกัน การล้มล้าง ห้ำหั่น จนถึงขั้นล้มตายได้ แต่ถ้าแก้ปัญหาด้วยทัศนคติที่เป็นบวก ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น ด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม ก็จะนำความเจริญมาสู่ทุกฝ่าย … ประวัติศาสตร์จากประเทศกัมพูชาและประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในกระบวนการการแก้ปัญหา และผลลัพธ์ต่อการพัฒนาประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้เป็นอย่างดี

4. สว. 250 คน
“ผมอยากถามอาจารย์เรื่องที่ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ด้วยได้ไหมครับ ถ้าเป็นเรื่องการปกครอง เรื่องสว. 250 คนที่เลือกเข้ามา แล้วก็เลือกคนที่รู้จักกัน ซึ่งมีผลต่อการเลือกนายกฯ และการบริหารประเทศต่อไปหน่ะครับ อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรครับ” นิสิตคนหนึ่งถามขึ้น
การที่สว.มีส่วนในการเลือกนายกฯ เรายอมรับว่าอาจเป็นการไม่ยุติธรรม … แต่ในการบริหารประเทศ การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ก็ยังคงต้องผ่านสภาล่างก่อน แล้วจึงค่อยไปสภาสูง เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งก็ยังมีผลเต็มที่ต่อการผ่านร่างกฎหมายในสภาล่าง และการบริหารประเทศผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ
เราเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า สมัยเราเด็กๆ สว.ก็มาจากการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาชีพต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณากฎหมาย …. ในอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแม่แบบของประชาธิปไตย สภาสูงก็มาจากการแต่งตั้งเช่นกัน เพราะฉะนั้นการที่สว.มาจากการแต่งแต่งจึงไม่ใช่เรื่องแปลกในระบอบประชาธิปไตย
ส่วนเรื่องการแต่งตั้งคนรู้จักกัน สามารถมองได้ว่าเป็นการเข้าพวกพ้อง … แต่อีกมุมหนึ่ง เราสามารถใช้หลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง imperfect information อธิบายเหตุผลบางส่วนได้ … ในความเป็นจริง คนเรามีข้อมูลเกี่ยวกับคนที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัว มากกว่าคนทั่วไปที่ไม่รู้จักกัน เช่น งานที่เขาทำมีคุณภาพดีจริงไหม เขาเป็นคนสุจริตจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้น อาจมีคนที่ดีและเก่ง แต่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่ได้รับเลือกมาทำงาน ไม่ใช่เพราะเราเห็นแก่พวกพ้อง แต่เพราะเราไม่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเขามาร่วมประกอบการตัดสินใจ … ในหลายวิชาชีพจึงมีการใช้เครื่องมือและมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเพื่อลดการตัดสินใจที่ต้องใช้ข้อมูลส่วนตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าพวกพ้อง เช่น วงการวิชาการใช้อันดับของวารสารที่ตีพิมพ์ เพื่อช่วยบ่งชี้ถึงคุณภาพของงานวิจัยและตัวนักวิจัย เป็นต้น

5. ค่าแรงขั้นต่ำ: เศรษฐศาสตร์บอกว่าแย่เสมอไปจริงหรือ
สรุป: ไม่จริง หลักฐานส่วนใหญ่ทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศต่างๆ บ่งชี้ว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่มากจนเกินไป และค่อยๆ ขึ้น จะไม่ทำให้เกิดการว่างงานหรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ (https://www.bloombergquint.com/view/u-s-economy-higher-minimum-wages-haven-t-increased-unemployment?fbclid=IwAR36CSVGueVnAZ9hfZd__bVFRReN5aYdDuG-V2G77dJK49UaWTGQFovM2i4#gs.1sae46 ; Card and Krueger, 2015)
จากทฤษฎีเบื้องต้นที่เด็กๆ เรียนกัน อัตราค่าแรงถูกกำหนดโดยกลไกตลาด ซึ่งค่าแรงจะเท่ากับ marginal productivity ของแรงงาน อีกนัยหนึ่งก็คือ เราทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพแค่ไหน คุณค่าที่เราใส่ไปในงานให้กับนายจ้างมีมากเพียงไร ก็จะได้รับค่าตอบแทนกลับมาอย่างสมน้ำสมเนื้อ
จากทฤษฎีเบื้องต้น ค่าแรงขั้นต่ำที่สูงกว่าจุดดุลภาพนี้ตามกลไกตลาด จะทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน เพราะค่าแรงที่สูงขึ้นทำให้คนอยากทำงานมากขึ้น แต่นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนที่มากกว่า marginal productivity ของแรงงาน จึงไม่คุ้มทุนที่นายจ้างจะจ้างแรงงานที่อยากทำงานไว้ได้ทั้งหมด
แต่ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ขั้นสูงขึ้นไป ที่มีการใช้ทฤษฎีเกมเข้ามาช่วยวิเคราะห์ อัตราค่าจ้างไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดโดยกลไกตลาด แต่มักขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น ถ้าอำนาจต่อรองของนายจ้างมีมาก นายจ้างก็จะเป็นผู้กำหนดค่าแรง ค่าแรงที่แรงงานได้รับก็อาจถูกกดให้ต่ำกว่าคุณค่าของแรงงานที่แท้จริง หรือ ต่ำกว่า marginal productivity (Card and Krueguer, 2015)
สหภาพแรงงานมีบทบาทในการช่วยลูกจ้างต่อรองค่าจ้างกับนายจ้าง ในประเทศไทย ที่มีสหภาพแรงงานอยู่น้อย รัฐบาลสามารถทำหน้าที่นี้แทนได้ โดยผ่านการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำ … ถ้าค่าแรงที่มีอยู่เดิม ต่ำกว่า marginal productivity เพราะลูกจ้างไม่มีอำนาจต่อรอง การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากจะทำให้แรงงานที่มีรายได้น้อยและขาดอำนาจต่อรอง ได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่ามากขึ้นกับคุณค่าของแรงงานที่ให้แก่นายจ้างแล้ว ถ้าค่าแรงที่ขึ้นไม่สูงขึ้นมากและเร็วจนเกินไป ก็จะไม่ทำให้เกิดการว่างงาน เพราะอัตราใหม่ไม่ได้สูงกว่า marginal productivity
นอกจากนั้น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างแรงจูงใจให้การทำงานของแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย (efficiency wage) เพราะฉะนั้น ทั้งๆ ที่ค่าแรงสูงขึ้น ความต้องแรงงานของนายจ้างอาจจะไม่ได้ลดลง เพราะประสิทธิภาพของแรงงานที่สูงขึ้น ทำให้คุ้มค่าที่จะจ้างนั่นเอง
จริงๆ แล้วนักเศรษฐศาสตร์ก็มีแนวทางการทำงานคล้ายๆ นักวิทยาศาสตร์ เราสังเกตเหตุการณ์ในธรรมชาติทางด้านเศรษฐกิจและสังคม หาทฤษฎีเพื่ออธิบายเหตุการณ์นั้นๆ เสร็จแล้วก็ต้องทำการทดสอบทฤษฎี โดยการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ทางสถิติ ถ้าพบว่า ผลที่เจอไม่ตรงตามทฤษฎี เราก็เปลี่ยนความคิด หาทฤษฎีใหม่ แล้วก็ทดสอบกันต่อไป เราไม่ได้มีความคิดเป็นกรอบตายตัว ไม่ได้มีอุดมคติว่าโลกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำก็เช่นกัน Alan Krueger ที่เพิ่งเสียชีวิตไป ได้ทำการทดสอบทฤษฎีว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้เกิดผลเสียต่อการจ้างงานหรือไม่ Card and Krueger (1993) เก็บข้อมูลจากแรงงานในร้านอาหารจานด่วนจำนวนมาก (ซึ่งผู้ทำงานเป็นผู้มีค่าแรงน้อย) จากรัฐ New Jersey ที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และจากรัฐที่ติดกัน คือ Pennsylvania ที่ไม่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ไม่ได้มีการลดลงของการจ้างงานในร้านอาหารจานด่วนในรัฐที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เมื่อเทียบกับการจ้างงานในรัฐที่ไม่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่อย่างไร
หลังจากนั้น ก็มีงานวิจัยเกิดขึ้นอีกมากมาย เพื่อทดสอบผลกระทบของค่าแรงขั้นต่ำ ( Card and Krueger, 2015) งานเหล่านั้น ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่มากจนเกินไป และค่อยๆ ขึ้น จะไม่ทำให้เกิดการว่างงานหรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
“แล้วอาจารย์จะสรุปเรื่องนี้อย่างไร เกี่ยวกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่เห็นในการหาเสียงครับ” เสียงหนึ่งถามขึ้น
เราไม่อาจทราบได้เลยว่านโยบายนี้จะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจจริง อย่างที่มีคนออกมาวิจารณ์หรือเปล่า จนกว่าจะได้ทำการทดสอบตามหลักวิชาการที่น่าเชื่อถือได้ แต่จากผลการทดสอบส่วนใหญ่ที่มีการทำมาตลอดยี่สิบกว่าปีจากประเทศต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่มากจนเกินไป และค่อยๆ ขึ้น จะไม่ทำให้เกิดการว่างงานหรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ซึ่งทำให้เห็นว่า การเสนอนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของพรรคพลังประชารัฐที่จะค่อยๆ ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ 400 – 425 บาท เป็นการเสนอนโยบายที่มีรากฐานมาจากการศึกษางานวิจัยทางวิชาการมาแล้วเป็นอย่างดี

6. Hyperinflation: เมืองไทยจะเป็นเวเนซูเอล่าเป็นเรื่องมโน
“อาจารย์คะ หนูไม่ได้เลือกอนาคตใหม่ แต่เลือกเศรษฐกิจใหม่ค่ะ อาจารย์เห็นว่าอย่างไรคะ” คำถามมาจากนิสิตที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า
เราเลยให้เด็กๆ ช่วยเล่าให้ฟังว่า พรรคนั้นพูดอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้าง นิสิตอีกคนเล่าว่า เค้าบอกว่า เมืองไทยจะเป็นเหมือนเวเนซูเอล่า ที่ต้องเอาเงินมาโยนทิ้ง เกลื่อนถนนกันเต็มไปหมด เราเลยบอกเด็กๆว่า คงจะหมายถึง hyperinflation ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเรื่องดี เพราะบทเรียนที่จะเรียนกันในวันนั้น คือเรื่องเงินเฟ้อพอดี
เงินเฟ้อ คือ การเงินมีค่าน้อยลง เพราะของแพงขึ้น สิบบาทของเราเคยซื้อก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชาม พอเงินเฟ้อ สมมติว่าก๋วยเตี๋ยวขึ้นไปเป็นชามละยี่สิบบาท เงินเท่าเดิมสามารถซื้อได้แค่ครึ่งชาม

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ Hyperinflation is a fiscal phenomenon.
หมายความว่า เงินเฟ้ออย่างรุนแรง เป็นปรากฎการณ์ทีเริ่มมาจาก การที่รัฐบาลขาดดุลงบประมาณอย่างมาก รายได้ (ส่วนใหญ่ได้มาจากภาษี) ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็เลยต้องหาวิธีหาเงินอย่างอื่น ถ้าหาเงินโดยวิธีพิมพ์เงินเยอะๆ เงินในระบบ (money supply) ก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อจำนวนเงินเพิ่มขึ้นมากๆ ค่าของเงินก็เลยลดลง
อย่างในเวเนซูเอล่า เงินไม่มีค่าขนาดนั้น ต้องเข้าขั้น hyperinflation คือเงินเฟ้อสูงกว่า 50 % ต่อเดือน … อีกตัวอย่างก็คือ เยอรมนี ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลเยอรมันต้องการเงินมาจ่ายค่าปฎิกรรมสงครามจำนวนมาก แต่ไม่มีเงิน ก็เลยพิมพ์เงินมาใช้แทน พอพิมพ์มากๆ เข้า ก็มี hyperinflation ถึงขั้นมีเรื่องเล่าว่า ปกติการดื่มเบียร์ให้อร่อย ต้องดื่มที่รินมาใหม่ๆ เย็นๆ แต่ถ้ารอจนดื่มหมดแก้วแล้วค่อยสั่งใหม่ ก็จะช้าเกินไป เพราะราคาเบียร์ขึ้นเร็วมากและตลอดเวลา จึงต้องสั่งมาทีเดียวหลายๆ แก้ว คนเยอรมันในตอนนั้น ถึงกับต้องยอมดื่มเบียร์ไม่เย็นกันเลยทีเดียว… ถ้าเงินเฟ้อรุนแรงขนาดนั้นในเมืองไทย นิสิตคงจะแย่แน่ๆ ถ้าต้องต่อแถวรอก๋วยเตี๋ยวที่คณะกัน (ก๋วยเตี๋ยวอดทนในตำนาน ที่คิวแสนยาว) … เด็กๆ ได้ฟังก็หัวเราะกันใหญ่
“อาจารย์ขา แต่ว่าเค้าบอกว่ารัฐบาลไทยมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก ขาดดุลงบประมาณเยอะมากนะคะ” นิสิตคนหนึ่งถามต่อขึ้นมาอย่างฉลาด เพราะถ้าหนี้มากก็มีความเสี่ยงที่ต้องพิมพ์เงินเยอะๆ เราเลยอธิบายเพิ่มว่า เวลาดูว่าหนี้สาธารณะว่าเพิ่มหรือลด ต้องดูสัดส่วนหนี้ต่อมวลรวมประชาชาติหรือ GDP ไม่อย่างนั้นประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่ก็จะมีหนี้เยอะโดยปริยาย แต่ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา หนี้เพิ่มเป็นสัดส่วนเท่าๆกับ GDP ที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็ถือว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะมีประมาณเท่าเดิม

7. แม่ค้าในห้างขายของไม่ออก ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไม่ดี
“อาจารย์คะ หนูขออนุญาตถามเพิ่ม แล้วที่เค้าบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะดูได้จากการที่แม่ค้าในห้างขายของไม่ได้เลยหล่ะคะ”
เราจึงถามว่า “ทุกวันนี้นิสิตซื้อของออนไลน์กันหรือเปล่าคะ” เด็กๆ อมยิ้ม พยักหน้ากันหงึกหงัก “อาจารย์ก็เหมือนกัน ชุดนี้อาจารย์ก็ซื้อออนไลน์ ฮ่าๆ”
“เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าแปลกใจใช่ไหมคะ ที่แม่ค้าในห้างจะขายของได้น้อยลง ซึ่งตรงกันกับหัวข้อ sectoral shift ที่เราเคยเรียนกันในบท unemployment ยังจำกันได้ไหมคะ” มีเสียงอืออา นิสิตชายที่ใส่แว่น เอาใจใส่ถามตอบเสมอ นั่งอยู่กลางห้อง ถึงกับตาเป็นประกาย
Sectoral shift เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค หรือองค์ประกอบของความต้องการสินค้าที่เปลี่ยนไป (change in composition of demand) ในที่นี้ คนเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าในห้างมาเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า การจับจ่ายใช้สอยโดยรวมในประเทศลดลง
Sectoral shift ทำให้เกิดการเพิ่มของรายได้และการจ้างงานในธุรกิจที่ขยายตัว แต่ก็ทำให้เกิดการลดลงของรายได้และงานในธุรกิจที่หดตัว ระยะเวลาของการว่างงานนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและเพิ่มพูนทักษะเพื่อประกอบอาชีพใหม่ … ในยุคดิจิทัล ที่มีความต้องการทักษะทางเทคโนโลยีมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์และมหาวิทยาลัยต่างๆได้เปิดอบรมธุรกิจออนไลน์เพื่อช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้กันด้วย
Sectoral shift เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในระบบเศรษฐกิจ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือความชอบ เราจึงพบว่า แม้แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจดี ก็ยังมีการว่างงานอยู่

ก่อนจะกลับเข้าสู่บทเรียนกันต่อ เราบอกกับนิสิตว่า เราเชื่อและเข้าใจว่านิสิตมีอุดมคติที่ดีงาม แต่อย่าปล่อยให้อุดมคติหรือความเชื่อใดๆ เป็นบ่อเกิดแห่งความเกลียดชัง แตกแยก ดูหมิ่นผู้อื่น เหมือนที่ถูกชักชวน
อย่าปล่อยให้อคติทางการเมือง เป็นตัวขวางกั้นการศึกษาหาความรู้ เพราะถ้านิสิตต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีงามยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องการมากกว่าการออกมาเรียกร้อง กดดันผู้อื่น ก็คือความรู้ และเครื่องมือว่าเราจะพัฒนาโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ที่สำคัญ อย่าปล่อยให้อคติทางการเมือ งมาเป็นกรอบจำกัดความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง และในการใช้เหตุผล ตรรกะ และข้อมูลในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ
เราขอบคุณนิสิตเป็นที่สุด ที่เปิดอกคุยกัน และรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน นิสิตแสดงให้เห็นว่า คนที่เห็นต่างทางการเมือง ก็สามารถคุยเรื่องการเมืองกันได้อย่างเป็นมิตรและสนุกสนาน ขอให้พวกเราจำบรรยากาศและความรู้สึกที่ดีเหล่านี้ไว้
“โอย เลือกใหม่ได้ไหมอ่ะ” เป็นสิ่งที่เราแอบได้ยินจากนิสิต ได้ยินแล้วก็ยิ้มในใจ … ไม่เลย จุดประสงค์ของเรา ไม่ใช่การชักชวนให้นิสิตเลือกในสิ่งที่เหมือนกับเรา แต่อยากให้เราเข้าใจกัน เราอยากเข้าใจนิสิต และยินดีอย่างที่สุดที่นิสิตก็อยากที่จะเข้าใจเรา
ประโยค “โอย เลือกใหม่ได้ไหมอ่ะ” นั้นทำให้เรายิ้ม เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ต่างกันนี้นา

บทส่งท้าย
นิสิตจะทราบไหมนะ ว่าส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เราตัดสินใจมาเปิดใจคุยกับนิสิตกันอย่างเพื่อน เหตุผลที่เราอยากเข้าใจนิสิต มากกว่าที่จะคิดเองเออเอง ว่าทำไมนิสิตจึงตัดสินใจอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เรานั่งดูข่าว ที่พลเอกประยุทธ์เข้าอวยพรปีใหม่แด่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ใจความที่เราจับได้จากโอวาทของพลเอกเปรมนั้น จับใจยิ่งนัก สรุปได้ว่า “ขอให้มีความเป็นมิตรกับคนทุกผู้” “แม้กระทั่งกับคนที่เห็นต่างจากเรา” คำพูดนั้นกระทบใจเราอย่างแรง เพราะรู้ดีว่าตัวเองยังบกพร่องในเรื่องนี้อยู่ จึงตั้งใจไว้มั่น ว่าจะพยายามทำให้ได้มากที่สุด เป็น new year resolution
และวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อความรักและความปรารถนาดีมีเต็มเปี่ยมในใจแล้ว ความเป็นมิตรก็หลั่งไหลออกมาเองโดยไม่ต้องบังคับบัญชา …. มิตรภาพ เป็นของขวัญวันอังคารที่ผ่านมา ที่วิเศษที่สุดจริงๆ

 

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10156996961407744&id=507887743

378 total views, 1 views today


About the Author



Back to Top ↑