ไทยเจน-วาย ดอทคอม

เว็บไซต์ ข่าวสารการบ้านการเมือง เรื่องราวน่าสนใจ
ติดตามอัพเดทได้ที่นี้


ข่าวเด่น

Published on January 11th, 2019 | by uadmin

“ดร.สังศิต” ตีแผ่ ความเสื่อมถอย “ระบอบทักษิณ” ระบุหลังเลือกตั้งถึงคราวอวสานแน่

บทความเรื่อง : ความเสื่อมถอยและการสิ้นสุดของระบอบทักษิณ
โดย : รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณอย่างน้อยที่สุด 3 ประการ ที่แสดงให้เห็นว่าระบอบทักษิณกำลังเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด คือ

ประการแรก ตั้งแต่คุณทักษิณทำพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย คุณทักษิณจะเป็นคนคุมงบประมาณรายจ่ายการเลือกตั้งเองทั้งหมด ซึ่งจะเน้นการสร้างกระแสพรรคออกจากกรุงเทพฯ ไปทั่วประเทศ ในสมัยพรรคไทยรักไทย คุณทักษิณชูนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้าน เพียง 2 นโยบายนี้เท่านั้น กระแสพรรคไทยรักไทยก็สามารถเอาชนะพรรคการเมืองคู่แข่งขัน ในการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2544 และ 2548 ได้อย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับในปี 2552 ที่ พรรคเพื่อไทย ชูนโยบายจำนำราคาข้าวเกวียนละ 15,000 บาท ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ก็สามารถเอาชนะพรรคคู่แข่งอย่างถล่มทลาย ด้วยกลยุทธ์แบบนี้ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคคุณทักษิณ จึงไม่ใคร่ได้เงินไปใช้หาเสียง เพราะคุณทักษิณทำให้เอง อดีตผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทยเคยกล่าวกับผู้เขียนว่า “คุณทักษิณเป็นคนจ่ายเงินยากมาก”

แต่สถานการณ์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คุณทักษิณได้ทุ่มงบประมาณมากจนน่าตกใจให้แก่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเพื่อทักษิณ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ขัดแย้งกัน 2 ด้าน คือ ด้านหนึ่ง คะแนนนิยมของพรรคเพื่อทักษิณ กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของพรรคคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณไม่เคยต้องจ่ายเงินจำนวนมากมายแบบนี้ให้แก่ผู้สมัคร ส.ส. ของตนแบบนี้มาก่อนเลย การที่คุณทักษิณซึ่งเป็นคนยากจะยอมควักเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ได้มาก่อน อดีตคนใกล้ชิดของคุณทักษิณเห็นว่าเป็นเพราะ คุณทักษิณเห็นลางแพ้ของการเลือกตั้งที่จะมาถึงแล้ว ผมเห็นด้วยกับการวิเคราะห์นี้ และเห็นว่า สถานการณ์ที่เสื่อมทรุดลง กำลังบีบบังคับให้คุณทักษิณจำเป็นต้องยกเลิกนวัตกรรมการหาเสียงแบบเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำใจกลับมาใช้การหาเสียงแบบประมูลการเลือกตั้งแทน

ประการที่สอง การหาเสียงของพรรคคุณทักษิณในขณะนี้ ไม่มีนวัตกรรมทางด้านนโยบายเศรษฐกิจเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว ผู้นำพรรคของคุณทักษิณใช้วาทกรรมที่กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย และพรรครัฐบาลเป็นพรรคเผด็จการทหาร ที่ต้องการสืบทอดอำนาจเผด็จการต่อไป ฯลฯ พวกเขาหันมาใช้ “การด่า” และการพูดจาส่อเสียดเอามันมากกว่าการนำเสนอนโยบายเพื่อคนส่วนใหญ่ นี่ก็เป็นสัญญาณความเสื่อมถอยของพรรคเพื่อไทย ที่แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาหมดแล้วซึ่งความคิดสร้างสรรค์และไม่ต้องการแข่งขันกับพรรคอื่นๆ ทางด้านนโยบายเหมือนในอดีตอีกต่อไป

แต่ผมคิดว่าคุณทักษิณและพรรคของคุณทักษิณไม่ใช่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในปรัชญาและอุดมการณ์ประชาธิปไตยตะวันตกตามที่พวกเขากล่าวอ้างมาตลอด บรรดานักคิดคนสำคัญที่ออกแบบระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยทางการเมือง เช่น จอห์น ล็อค (1632-1704) ชาร์ล มองเตสกิเออร์ (1689-1755) และ จัง-จาคส์ร รุสโซ (1712-1778) ล้วนแล้วแต่ได้แสดงให้เห็นปรัชญาและหลักคิดที่ต้องการให้การปกครองเป็นไปเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ จอห์น ล็อค ยืนเคียงข้างรัฐสภาโปแตสแตนท์ในการต่อสู้กับกษัตริย์โรมันคาทอลิก พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ในการปฏิวัติ อันรุ่งโรจน์ในปี 1685 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่บั่นทอนอำนาจของกษัตริย์และทำให้รัฐสภาเป็นองค์กรหลักในการปกครองประเทศอังกฤษได้อย่างถาวรตลอดมาตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มองเตสกิเออร์สนับสนุนเสรีภาพทางการเมืองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน ส่วน รุสโซเสนอหลักคิดเรื่องสัญญาประชาคมที่ประชาชนเสียสละสิทธิ์ส่วนบุคคลร่วมกัน แต่มิใช่เป็นการมอบสิทธิ ในการปกครองนี้ให้แก่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการเสียสละให้แก่สังคมโดยรวม ระบบการปกครองของคุณทักษิณไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับอุดมคติของระบอบประชาธิปไตยที่กล่าวถึงข้างต้น แต่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับระบอบการปกครองแบบศูนย์อำนาจโดยที่ตนเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว และไม่ยินยอมให้มีสถาบันอื่นใดมาแข่งขันได้ ระบอบการปกครองแบบคุณทักษิณนี้ คล้ายคลึงและใกล้เคียงกับระบอบการปกครองของจักรพรรดิจีนและมหาราชาในอินเดียในยุคศักดินามากกว่า ซึ่ง คาร์ล มาร์กซ (Karl Mark,1818 – 1883) นักปรัชญาชาวเยอรมันเรียกระบอบการปกครองของจีนและอินเดียในยุคโบราณแบบนี้ว่า “เผด็จการทรราชแบบตะวันออก” (Oriental Despotism)

ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง อดัม สมิธ (Adam Smith,1732-1790) นักปรัชญาศีลธรรมและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมที่ทฤษฎีของเขาส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจดั้งเดิมของทั่วทั้งทวีปยุโรปให้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบการค้าเสรีที่ยอมให้ผู้ประกอบการสามารถรวมตัวกันได้ ความคิดของเขาได้รับการยกย่องเป็น “ประชาธิปไตยทางการด้านเศรษฐกิจ” ส่วนแนวคิดด้านเศรษฐกิจของคุณทักษิณ คือ การกีดกันทางการค้า การขจัดคู่แข่งขันทางการค้าของตนและนิยมการผูกขาดในธุรกิจการค้าขนาดใหญ่และพวกพ้องมากกว่าจะยอมให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม

ประการที่สาม คุณทักษิณเคยเป็นผู้นำที่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้นำบุญญาบารมี (Charismatic leadership) เมื่อเขาสามารถนำพรรคไทยรักไทยชนะการแข่งขันการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และมีอำนาจการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อเขาพ่ายแพ้จากการถูกยึดอำนาจโดยคณะทหารถึง 2 ครั้ง ติดต่อกัน การถูกตัดสินจำคุกและต้องหลบหนีออกไปอยู่นอกประเทศเป็นเวลาหลายปี ทำให้ความนิยมเลื่อมใสในตัวเขาค่อยๆ เสื่อมลง แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber,1893-1920) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เจ้าของทฤษฎี Charismatic leadership อธิบายว่า การพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง ทำให้บารมีของผู้นำหายไปได้ ทุกวันนี้คุณทักษิณยังเป็นผู้นำของบรรดาผู้ติดตามของเขา แต่เขามิได้เป็นผู้นำที่มีบุญญาบารมีเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว เวเบอร์ยังอธิบายต่อไปด้วยว่า บารมีอาจส่งผ่านทางสถาบันและทางสายเลือดได้ ดังเช่นที่คุณทักษิณส่งผ่านบารมีของตนให้คุณยิ่งลักษณ์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันของพรรคคุณทักษิณไม่มีผู้นำ ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของชินวัตรอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นภายในพรรคจึงไม่มีผู้นำที่มีบารมีมากพอที่จะรวบรวมทุกคนให้เป็นหนึ่งเหมือนเดิมได้อีกต่อไป การแข่งขันของบรรดาผู้นำภายในพรรคเพื่อเอาใจคุณทักษิณ จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วงชิงการเป็นเบอร์ 1 ของพรรคแทนคุณทักษิณ และมันเป็นแรงขับเคลื่อนให้พรรคเสื่อมถอยลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ความเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งของพรรคคุณทักษิณ เท่าที่ผ่านมาพรรคทักษิณจะได้คะแนนนิยมที่ภาคอีสานและภาคเหนือมากที่สุด ในการเลือกตั้ง ปี 2554 ภาคอีสานมี ส.ส. 124 เขต พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. เขต 104 คน (เท่ากับ 84%) ภาคเหนือมี 67 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 49 เขต (เท่ากับ 73%) รวมเป็น ส.ส. เขตได้ 153 คน (เท่ากับ 80%) และได้คะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคทั่วประเทศ 15,762,470 เสียง คะแนนเสียงบัญชีรายชื่อของเพื่อไทยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือ เท่ากับ 67% ของคะแนนเสียงทั้งหมด

จากการประเมินคะแนนเสียงในภาคอีสานในขณะนี้ พรรคพลังประชารัฐ รวมกับ พรรคภูมิใจไทย จะได้ ส.ส. เขตรวมกันเกินครึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดในเขตอีสาน (116 เสียง) ส่วนในภาคเหนือ จำนวนที่นั่ง ส.ส. เขต มี 34 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ จะได้ที่นั่งราวครึ่งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า พรรคเพื่อไทยจะแพ้การเลือกตั้งที่ภาคอีสานและภาคเหนือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา เมื่อรวมที่นั่ง ส.ส. เขตและคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อแล้ว พรรคพลังประชารัฐจะมีคะแนนเป็นลำดับที่ 1 และได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ผลการเลือกตั้งในวันที่ 10 มีนาคม ศกนี้ จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดอำนาจของตระกูลชินวัตรในการเมืองไทยพร้อมกันไปด้วย

 

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9620000001803

136 total views, 1 views today


About the Author



Back to Top ↑