ไทยเจน-วาย ดอทคอม

เว็บไซต์ ข่าวสารการบ้านการเมือง เรื่องราวน่าสนใจ
ติดตามอัพเดทได้ที่นี้


กระแสการเมือง

Published on October 7th, 2018 | by uadmin

แพะรวมตัวเสวนา สับ ตร.ยัดข้อหา ซ้อม จี้ปฏิรูปให้อัยการเห็นสำนวนคดีแต่แรก

 

คป.ตร. จัดเสวนา เรื่อง “ตำรวจยัดข้อหา ประชาชนจะต่อสู้และปฏิรูประบบสอบสวนอย่างไร” แพะพร้อมใจดาหน้าโวยตำรวจยัดข้อหา ซ้อม ทรมาน แนะปฏิรูปกระบวนยุติธรรมให้อัยการเห็นสำนวนคดีตั้งแต่แรก

วันนี้ (7 ต.ค.) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน วันที่ 7 ตุลาคม 2561 มีการจัดเสวนา เรื่อง “ตำรวจยัดข้อหา ประชาชนจะต่อสู้และปฏิรูประบบสอบสวนอย่างไร?” จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch ซึ่งมีเหยื่อและญาติผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดข้อหามาร่วมเสวนา 3 กรณี โดยมี พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เขียนหนังสือ “วิกฤติตำรวจและงานสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม” เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดย น.ส.จินดา ศรีสมัย ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดครอบครองยาเสพติด กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อ 19 ก.ย.54 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยัดยา ใช้วิธีการซ้อม บังคับ ให้ยอมรับว่า ครอบครองยาเสพติดที่สถานบันเทิง ซึ่งตำรวจเข้าใจว่า ตนเองชื่อ “เก๋” ตามที่สายลับบอกมา ต่อมาตำรวจตามไปจับที่ปั๊มน้ำมัน อ.สำโรง จ. สมุทรปราการ ขณะกำลังไปขึ้นรถ แล้วตบไปมา ถามว่า “มึงมีของมั้ย” มีการค้นที่ห้องพัก และเอาของที่มีราคาไป หยิบเงินไปหมื่นกว่าบาท ระหว่างที่ไป บก.น.1 ก็ยังมีการซ้อม บอกว่า ถ้าอยากกลับบ้านก็ขอมีเพศสัมพันธ์กับ ตร.4 คน ขอเงิน 200,000 บาท ถ้าไม่สามารถเอาเงินมาได้ ก็จะเพิ่มยาเสพติดให้

“ดิฉันมีการให้รายละเอียดต่อศาลว่าถูกซ้อม แต่ศาลไม่รับฟัง แต่ฟังตำรวจมากกว่าผู้ต้องหา เป็นเรื่องที่ไม่มีการนำพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นหลักฐาน และศาลไม่ให้ประกันตัว ศาลชั้นต้นลงโทษ 9 ปี 4 เดือน ติดไปแล้วกว่า 3 ปี ต่อมาดิฉันคนเดิมไปทำเหตุการณ์เช่นนี้กับคนอื่นอีก จึงทนไม่ได้ จึงขอให้กระบวนการยุติธรรมปรับปรุง เพราะประชาชนเดือดร้อนมากแล้ว และได้ฟ้องกลับตำรวจที่จับกุมในข้อหากักขังหน่วงเหนียว ทำร้ายร่างกาย และตบทรัพย์” น.ส.จินดา กล่าว

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยงค์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าาว่า ตามมาตรา 131 ป.วิอาญาเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบต้องรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เพื่อพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย ดังนั้น ต้องไม่มีอคติต่อผู้ต้องหา และหากไม่ได้รับความยุติธรรมขอให้ผู้ต้องหายื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดขอความเป็นธรรม มีสิทธิที่จะดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานสอบสวนภายในอายุความที่กำหนด เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อการตรวจสอบได้ โดยผู้ต้องหาหรือญาติขอความรู้ต่ออัยการฝ่ายคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อขอคำแนะนำอย่าปล่อยให้ศาลตัดสินไปแล้วจึงมาร้อง และอย่าเชื่อว่าจะมีการวิ่งเต้นไม่ให้อัยการสั่งไม่ฟ้องหรือโดนหลอก

“ปัญหาการสอบสวนของไทย อัยการไม่ได้ลงไปสอบสวนด้วยแต่แรก ทั้งนี้อัยการสามารถให้ความรู้กับประชาชนได้ ขอเรียกร้องประชาชนเมื่อมีปัญหาให้ไปหาอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฏหมายในจังหวัดนั้นๆ แม้ว่าเรื่องนั้นจะเกิดในพื้นที่คนละจังหวัดก็ตาม คนจนสามารถขอไต่สวนขอสู้คดีแบบอนาถาต่อสู้ทั้งสามศาล อย่างไรก็ตามระบบของไทยขณะนี้ทำให้อัยการทำงานได้เพียงเท่านี้”นายกุศลวัฒน์ กล่าว

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ฟังเรื่องของคุณจินดาแล้วสะท้อนใจตนได้ยินเรื่องเหล่านี้มาแทบทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้ในต่างประเทศหากมีความผิดพลาดเมื่อเห็นปัญหาต้องรีบแก้ไข แต่ประเทศไทยจะรีบแก้ตัว และปกปิดความจริง กรณีแบบเดียวกับคุณจินดามีมากมาย ประเทศใดที่มีการคอร์รัปชันมาตัวชี้ชี้วัดคือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยโคตรห่วยแตก เกิดการจับผิดและยัดข้อหา รีดเงินกันมากมาย พนักงานสอบสวนไม่รวบรวมหลักฐานหรือสอบสวนเพิ่มเติมตามจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นระบบซิวิวลอว์ หรือ คอมมอลลอว์ ระบบกล่าวหาหรือไต่สวน เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาไปแล้ว จะรีบแจ้งอัยการทันที และไม่ควรรอให้ประชาชนต้องวิ่งไปหาสื่อหรือต้องหาคนช่วยเอง

“การปฏิรูปของไทยต้องยอมให้อัยการสามารถลงไปดูหรือรับรู้เมื่อมีการจับกุม และการที่ดำเนินคดีควรมีหลายหน่วยงานดำเนินคดีได้ เช่น ปกครอง อัยการ ส่งพยานหลักฐานฟ้องเองได้ ที่น่าสงสัย การยึดยาเสพติดของไทยมีปัญหามาก ทำให้ตำรวจเอายาไปยัดยาให้ใครก็ได้ จับ 1 หมื่นเม็ด เหลือ 1 พันเม็ด แล้ว 9 พันเม็ดไปไหน ซึ่งในต่างประเทศเขาจะให้อัยการเข้าไปตรวจสอบด้วยแต่แรก เพื่อไม่ให้ตำรวจนำยาที่ไม่รายงานไปยัดให้ใครได้ การทำงานของเราไม่มีมาตรฐานแม้แต่ขั้นตอนเดียว” ดร.น้ำแท้ กล่าว

ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ม.บูรพา กล่าวว่า การที่สอบสวนไม่มีการบันทึกภาพและเสียงทำให้เกิดปัญหา หากมีอุปกรณ์เหล่านี้จะเห็นว่าผู้ต้องหามีบาดแผลจากการซ้อม ทรมาน เมื่อมีการจับกุม พนักงานสอบสวนไม่สอบเพิ่มเติม หลายกรณีไม่มีการถ่วงดุล มีการจับกุมข้ามเขต เช่น กรณีนี้ บก.น.1 ไปจับกุมคุณจินดาในเขตปากน้ำ แสดงว่า ต้องรู้จักใครในพื้นที่ สตช. ควรนำกรณีผิดพลาดต่างๆ ไปปรับปรุงการทำงานที่ผิดพลาด เพราะเกิดขึ้นทั้งในนครบาล และต่างจังหวัด เชื่อว่า มีแบบนี้อีกเป็นแสนราย

“ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมต้องเลิกการทำงานของคนๆ เดียว ที่สามารถจับกุมเอง หาหลักฐาน สอบเองและทำคดีเอง แบบนี้คนไทยมีสิทธิติดคุกง่ายมาก และต้องเลิกการใช้สายลับ มาเป็นการใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ในเรื่องของยาเสพติด แต่แปลกจับขนาดนี้แต่ยาเสพติดก็ยังเพิ่มขึ้น” ร.ต.อ.ดร.วิเชียร กล่าว

ขณะที่ นายวรนารภ ภูมิถาวร อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ตำรวจต้องให้ผู้ต้องหาอ่านสำนวนคดีก่อนเซ็นชื่อด้วย ปัญหาสำคัญมาจากการสอบสวนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กรณีจับกุมนำตัวไปรีดไถเรื่องที่เกิดขึ้นตนก็เป็นแพะถูกหลอกมาเยอะ กว่าสำนวนมาสู่ศาลแทบไม่เหลืออะไรแล้ว คนที่ถูกจองจำเป็นผู้บริสุทธิ์เยอะ ตนถึงกรวดน้ำให้ผู้บริสุทธิ์ทุกวัน ขอฝากสื่อให้ลงข่าวในเรื่องประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมให้ไปหาอัยการคุ้มครองสิทธิฯ และขอให้การปฏิรูปตำรวจ นำคนที่เป็นแพะเข้าไปประชุมด้วย คณะกรรมการปฏิรูปควรจะเคยต้องคดีมาก่อนถึงจะปฏิรูปตำรวจสำเร็จ

นายธนากร เจริญรุ่งเรือง บิดา นายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง ที่ถูกตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนจับกุมข้อหายาเสพติดศาลฎีกา ยกฟ้อง และกำลังฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจพยายามยัดข้อหายาเสพติด น.ส.ศิริวรรณ ที่มี นายราชศักดิ์ พยายามเข้าไปช่วย และถูกเอาถุงข้าวสารครอบหัวเพื่อเอาทรัพย์ไป (แหวน) โดยทำการซ้อมเพื่อให้ยอมรับ โดยนำผู้ต้องหา น.ส.ศิริวรรณ และ นายราชศักดิ์ กลับไปที่บ้าน เพื่อค้นหายา ที่อ้างว่า พบยา 716 เม็ด โดยบอกว่า มียาเสพติดในกระเป๋ากางเกงของผู้ต้องหาทั้งสอง คนละ 10 เม็ด และ 6 เม็ด และให้ชี้จุดที่ซ่อนยาข้างบ้าน

“แต่การบันทึกการจับกุมขณะที่จำเลยถูกมัดไขว้หลัง มีพิรุธ ทั้งเวลา หลักฐานที่ไม่สอดคล้องกัน ในฐานะพ่อจึงต้องต่อสู้เพื่อลูกดำเนินคดีจากหลักฐานของตำรวจเองก็เป็นดาบคืนสนอง ซึ่ง คุณศิริวรรณ บอกในภายหลัง ว่า ตำรวจหลอกให้ไปกดเงินเอทีเอ็มให้ 50,000 บาท แต่เวลาที่ตำรวจบันทึกเป็นเวลาที่ต่างจากเวลาที่กดเงินจริง ในคำเบิกความ คุณศิริวรรณ มีความชัดเจน เรื่องนี้ผมไหวตัวทัน ไม่เอาทนายที่ จ.ปราจีนบุรี ไปสู้คดีความ เพราะจะถูกหลอกให้จ่ายเงินไปล้มคดี จึงหันไปพึ่งทนายกรุงเทพฯ ตอนนี้ศาลยกฟ้องแล้ว และกำลังฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 30 ล้าน” นายธนากร กล่าว

นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดา นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร นักเรียนชั้น ม.6 ที่ถูกตำรวจ จ.ปราจีนบุรี จับยัดข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กล่าวว่า ลูกชายถูกจับแล้วซ้อม ใช้ถุงขยะครอบหัว เพื่อให้ยอมรับว่า ครอบครองสร้อยทองที่อ้างว่าไปชิงจากหญิงคนหนึ่ง และทำการตรวจสอบฉี่อ้างว่าพบสารเสพติด แต่มีญาติมาช่วยได้ทันและพาไปตรวจฉี่ที่โรงพยาบาล ผลฉี่คือไม่พบสารเสพติด ต่อมาตำรวจได้ขอเงิน 50,000 บาท ทราบว่า เป็นตำรวจปราจีนชุดเดียวกันกับคดีของนายราชศักดิ์ ผู้เสียหายถูกกระชากสร้อยจริง แต่ผู้เสียหายเห็นแก่ตัวที่ชี้ผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นผู้กระทำผิด เพื่อให้ได้ทองคืน ต่อมามีการพบผู้กระทำผิดตัวจริง แต่หญิงผู้เสียหายยังไม่ยอมถอนคำพูด ยังชี้ว่า นายฤทธิรงค์ เป็นคนผิดจริง จึงเกิดคดีขึ้นสองกรณี โดยคดีหนึ่งศาลสั่งไม่ฟ้อง ศาลชั้นต้นลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงคนเดียว ยศ พ.ต.ท.ลงโทษเพียง 1 ปี 4 เดือน แต่ต่อมารอลงอาญา เพราะตำรวจมีประวัติที่ไม่เคยกระทำผิดในวิชาชีพ ตนจะสู้ต่อขออุทธรณ์ต่อไป

“ผมได้ไปร้องเรียนมาแล้วทุกกระทรวง ถึง 50 หน่วยงานรัฐในรอบ 7 ปี ไม่สามารถช่วยได้ ก็แค่ปาหี่ และทุกที่บอกเหมือนกันว่ากำลังดำเนินการ พยายามให้คิดว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ไม่มีใครอยากฟัง รอว่าถ้ามีกระทรวงเวรกรรม ผมก็จะไปร้องอีก ขณะนี้ครอบครัวชื่นจิตรหมดเนื้อหมดตัวและเสียสุขภาพจิตกับตำรวจอย่างมาก ผมไปร้องที่อำเภอบ้านสร้าง ก็หาว่าผมติดยาเสพติด ลูกชายสะสมความเครียดมาก ใส่ชุดนักเรียนไปร้องเรียนกลายเป็นโรคหวาดระแวง ซึมเศร้า จากการถูกซ้อมทรมาน ที่เรียกว่า PDSD จึงขอใบรับรองจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ว่า ไปร้องต่อศาลซึ่งศาลก็วินิจฉัยตามนั้น วันตัดสินของศาลชั้นต้น ศาลได้พยายามไกล่เกลี่ยและให้อภัยด้วยการรับเงินไปเสีย แต่โจทก์ไม่ยินดีที่จะรับเงิน และจะเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป” นายสมศักดิ์ กล่าว

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9610000100324

100 total views, 2 views today


About the Author



Back to Top ↑